อื่น ๆ
พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562
- วันที่เผยแพร่
- 27 เม.ย. 2565
- ชนิดไฟล์
- ขนาดไฟล์
- 271.3 KB
- จำนวนการเปิดอ่าน
- 10 ครั้ง
ไฟล์เอกสาร
พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562
PDF · 271.3 KB · 274341814_center.pdf
ข้อความในเอกสาร (สกัดโดยระบบ)
ข้อความต่อไปนี้ระบบดึงจากไฟล์โดยอัตโนมัติ เพื่อช่วยในการเข้าถึงและค้นหา — โปรดอ้างอิงเอกสารฉบับทางการจากไฟล์แนบด้านบน
พระราชบัญญัติ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ให้ไว้ ณ วันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นปีที่ ๔ ในรัชกาลปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดินและกฎหมายว่าด้วย ภาษีบ ารุงท้องที่ พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจ ากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระท าได้โดยอาศัยอ านาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เหตุผลและความจ าเป็นในการจ ากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อให้ การด าเนินการเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ อันจะเป็นประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่ บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยค าแนะน าและยินยอมของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติท าหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้ มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒” ้ หนา ๒๑่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป เว้นแต่การจัดเก็บภาษีส าหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๓ เป็นต้นไป มาตรา ๓ ให้ยกเลิก (๑) พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕ (๒) พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินแก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๔๗๕ (๓) พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๘๕ (๔) พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๔ (๕) พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๓ (๖) พระราชบัญญัติภาษีบ ารุงท้องที่ พ.ศ. ๒๕๐๘ (๗) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๕๖ ลงวันที่ ๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๑๕ (๘) พระราชบัญญัติภาษีบ ารุงท้องที่ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๑๖ (๙) พระราชก าหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติภาษีบ ารุงท้องที่ พ.ศ. ๒๕๐๘ พ.ศ. ๒๕๒๔ (๑๐) พระราชก าหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติภาษีบ ารุงท้องที่ พ.ศ. ๒๕๐๘ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๙ (๑๑) พระราชบัญญัติภาษีบ ารุงท้องที่ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๓ (๑๒) พระราชบัญญัติก าหนดราคาปานกลางของที่ดินส าหรับการประเมินภาษีบ ารุงท้องที่ พ.ศ. ๒๕๒๙ มาตรา ๔ กฎหมาย กฎ ระเบียบและข้อบังคับใดที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับที่กล่าวถึงหรืออ้างถึงภาษีโรงเรือนและที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือน และที่ดินหรือภาษีบ ารุงท้องที่ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีบ ารุงท้องที่ ไม่ให้มีความหมายเป็นการกล่าวถึง หรืออ้างถึงภาษีตามพระราชบัญญัตินี้ กฎหมายใดที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ซึ่งได้บัญญัติให้ทรัพย์สิน ของบุคคลใดได้รับยกเว้นภาษีอากรตามกฎหมายโดยมิได้ระบุถึงภาษีอากรประเภทใดประเภทหนึ่งโดยเฉพาะ หรือได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือภาษีบ ารุง ท้องที่ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีบ ารุงท้องที่ ไม่ให้มีความหมายเป็นการยกเว้นภาษีตามพระราชบัญญัตินี้ ้ หนา ๒๒่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ ความในวรรคสองมิให้ใช้บังคับกับการยกเว้นภาษีอากรตามกฎหมายที่ตราขึ้นตามข้อผูกพันที่ ประเทศไทยมีอยู่ต่อองค์การสหประชาชาติ หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือตามความตกลง ระหว่างประเทศ หรือตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกันกับนานาประเทศ มาตรา ๕ ในพระราชบัญญัตินี้ “ภาษี” หมายความว่า ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง “ผู้เสียภาษี” หมายความว่า บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง หรือเป็นผู้ครอบครองหรือท าประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์สินของรัฐ ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ เสียภาษีตามพระราชบัญญัตินี้ และให้หมายความรวมถึงผู้มีหน้าที่ช าระภาษีแทนผู้เสียภาษี ตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย “ที่ดิน” หมายความว่า พื้นดิน และให้หมายความรวมถึงพื้นที่ที่เป็นภูเขาหรือที่มีน้ าด้วย “สิ่งปลูกสร้าง” หมายความว่า โรงเรือน อาคาร ตึก หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ที่บุคคล อาจเข้าอยู่อาศัยหรือใช้สอยได้ หรือที่ใช้เป็นที่เก็บสินค้าหรือประกอบการอุตสาหกรรมหรือพาณิชยกรรม และให้หมายความรวมถึงห้องชุดหรือแพที่บุคคลอาจใช้อยู่อาศัยได้หรือที่มีไว้เพื่อหาผลประโยชน์ด้วย “ห้องชุด” หมายความว่า ห้องชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุดที่ได้ออกหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ ห้องชุดแล้ว “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” หมายความว่า เทศบาล องค์การบริหารส่วนต าบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่มีกฎหมายจัดตั้ง แต่ไม่หมายความรวมถึง องค์การบริหารส่วนจังหวัด “เขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” หมายความว่า (๑) เขตเทศบาล (๒) เขตองค์การบริหารส่วนต าบล (๓) เขตกรุงเทพมหานคร (๔) เขตเมืองพัทยา (๕) เขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่มีกฎหมายก าหนด แต่ไม่หมายความรวมถึง เขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด “ผู้บริหารท้องถิ่น” หมายความว่า (๑) นายกเทศมนตรี (๒) นายกองค์การบริหารส่วนต าบล ้ หนา ๒๓่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ (๓) ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (๔) นายกเมืองพัทยา (๕) ผู้บริหารท้องถิ่นอื่นตามที่มีกฎหมายก าหนด แต่ไม่หมายความรวมถึงนายกองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด “ข้อบัญญัติท้องถิ่น” หมายความว่า (๑) เทศบัญญัติ (๒) ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนต าบล (๓) ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร (๔) ข้อบัญญัติเมืองพัทยา (๕) ข้อบัญญัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่มีกฎหมายก าหนด แต่ไม่หมายความ รวมถึงข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด “คณะกรรมการก าหนดราคาประเมินทุนทรัพย์” หมายความว่า คณะกรรมการก าหนด ราคาประเมินทุนทรัพย์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน “คณะอนุกรรมการประจ าจังหวัด” หมายความว่า คณะอนุกรรมการประจ าจังหวัดตามประมวล กฎหมายที่ดิน “คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษี” หมายความว่า คณะกรรมการพิจารณา อุทธรณ์การประเมินภาษีประจ าจังหวัด หรือคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีกรุงเทพมหานคร แล้วแต่กรณี “พนักงานส ารวจ” หมายความว่า ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้มีหน้าที่ส ารวจที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ผู้เสียภาษีเป็นเจ้าของหรือครอบครองอยู่ “พนักงานประเมิน” หมายความว่า ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้มีหน้าที่ประเมินภาษี “พนักงานเก็บภาษี” หมายความว่า ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้มีหน้าที่รับช าระภาษี และเร่งรัด การช าระภาษี “ปี” หมายความว่า ปีปฏิทิน “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๖ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอ านาจออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศเพื่อปฏิบัติการ ตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่และอ านาจของตน กฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ ้ หนา ๒๔่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ หมวด ๑ บททั่วไป มาตรา ๗ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอ านาจจัดเก็บภาษีจากที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ที่อยู่ในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ภาษีที่จัดเก็บได้ในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใด ให้เป็นรายได้ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้น มาตรา ๘ ให้ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นทรัพย์สินดังต่อไปนี้ได้รับยกเว้นจากการจัดเก็บ ภาษีตามพระราชบัญญัตินี้ (๑) ทรัพย์สินของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐซึ่งใช้ในกิจการของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐ หรือในกิจการสาธารณะ ทั้งนี้ โดยมิได้ใช้หาผลประโยชน์ (๒) ทรัพย์สินที่เป็นที่ท าการขององค์การสหประชาชาติ ทบวงการช านัญพิเศษขององค์การ สหประชาชาติหรือองค์การระหว่างประเทศอื่น ซึ่งประเทศไทยมีข้อผูกพันที่ต้องยกเว้นภาษีให้ตามสนธิสัญญา หรือความตกลงอื่นใด (๓) ทรัพย์สินที่เป็นที่ท าการสถานทูตหรือสถานกงสุลของต่างประเทศ ทั้งนี้ ให้เป็นไป ตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน (๔) ทรัพย์สินของสภากาชาดไทย (๕) ทรัพย์สินที่เป็นศาสนสมบัติไม่ว่าของศาสนาใดที่ใช้เฉพาะเพื่อการประกอบศาสนกิจหรือ กิจการสาธารณะ หรือทรัพย์สินที่เป็นที่อยู่ของสงฆ์ นักพรต นักบวช หรือบาทหลวง ไม่ว่าในศาสนาใด หรือทรัพย์สินที่เป็นศาลเจ้า ทั้งนี้ เฉพาะที่มิได้ใช้หาผลประโยชน์ (๖) ทรัพย์สินที่ใช้เป็นสุสานสาธารณะหรือฌาปนสถานสาธารณะ โดยมิได้รับประโยชน์ตอบแทน (๗) ทรัพย์สินที่เป็นของมูลนิธิหรือองค์การหรือสถานสาธารณกุศลตามที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังประกาศก าหนด ทั้งนี้ เฉพาะที่มิได้ใช้หาผลประโยชน์ (๘) ทรัพย์สินของเอกชนเฉพาะส่วนที่ได้ยินยอมให้ทางราชการจัดให้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศก าหนด (๙) ทรัพย์ส่วนกลางที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันส าหรับเจ้าของร่วมตามกฎหมาย ว่าด้วยอาคารชุด (๑๐) ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน (๑๑) ที่ดินอันเป็นพื้นที่สาธารณูปโภคตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (๑๒) ทรัพย์สินอื่นตามที่ก าหนดในกฎกระทรวง ้ หนา ๒๕่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ มาตรา ๙ ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของหรือครอบครองที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอยู่ในวันที่ ๑ มกราคม ของปีใด เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีส าหรับปีนั้น ตามที่ก าหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ การเสียภาษีของผู้เสียภาษีตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่เป็นเหตุให้เกิดสิทธิตามกฎหมายอื่น มาตรา ๑๐ ในกรณีที่มีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองหรือการจดทะเบียนการเช่า ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างใด ให้ส านักงานที่ดินหรือส านักงานที่ดินสาขาแจ้งการโอนหรือการจดทะเบียน การเช่าดังกล่าวต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างตั้งอยู่ตามรายการที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยประกาศก าหนด ทั้งนี้ ให้แจ้งเป็นรายเดือนภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป การแจ้งการโอนหรือการจดทะเบียนการเช่าให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามวรรคหนึ่ง ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายตามประมวลกฎหมายที่ดินและ กฎหมายว่าด้วยอาคารชุด มาตรา ๑๑ ให้ผู้บริหารท้องถิ่นมีอ านาจแต่งตั้งพนักงานส ารวจ พนักงานประเมิน และ พนักงานเก็บภาษี เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานตามวรรคหนึ่ง เป็นเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๒ ในกรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมอบหมายให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ รับช าระภาษีแทนตามมาตรา ๕๐ ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐนั้นอาจได้รับส่วนลดหรือค่าใช้จ่าย ในการจัดเก็บภาษีตามอัตราที่ก าหนดในกฎกระทรวง แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละสามของภาษีที่รับช าระ มาตรา ๑๓ การส่งค าสั่งเป็นหนังสือ หนังสือแจ้งการประเมินหรือหนังสืออื่น ให้เจ้าหน้าที่ ส่งให้แก่ผู้เสียภาษีโดยตรง หรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ โดยให้ส่ง ณ ภูมิล าเนาหรือถิ่นที่อยู่ หรือสถานที่ท าการของบุคคลนั้นในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกหรือในเวลาท าการของ บุคคลนั้น ถ้าไม่พบผู้เสียภาษี ณ ภูมิล าเนาหรือถิ่นที่อยู่หรือสถานที่ท าการของผู้เสียภาษีจะส่งให้แก่ บุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว และอยู่ ณ ภูมิล าเนาหรือถิ่นที่อยู่หรือสถานที่ท าการที่ปรากฏว่าเป็นของ ผู้เสียภาษีนั้นก็ได้ ถ้าไม่สามารถส่งหนังสือตามวิธีการที่ก าหนดในวรรคหนึ่งได้ จะกระท าโดยวิธีปิดหนังสือในที่ ที่เห็นได้ง่าย ณ ภูมิล าเนาหรือถิ่นที่อยู่หรือสถานที่ท าการของผู้เสียภาษีนั้นหรือลงประกาศแจ้งความ ในหนังสือพิมพ์ก็ได้ เมื่อได้ด าเนินการตามวรรคสองและเวลาได้ล่วงพ้นไปไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้ด าเนินการ ดังกล่าว ให้ถือว่าผู้เสียภาษีได้รับหนังสือนั้นแล้ว ้ หนา ๒๖่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ มาตรา ๑๔ ก าหนดเวลาการช าระภาษีหรือแจ้งรายการต่าง ๆ หรือก าหนดเวลาการคัดค้าน การประเมินภาษีตามที่ก าหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ถ้าผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามก าหนดเวลาดังกล่าว มีเหตุจ าเป็นจนไม่สามารถจะปฏิบัติตามก าหนดเวลาได้ ให้ยื่นค าร้องขอขยายหรือเลื่อนก าหนดเวลาก่อน ก าหนดเวลาสิ้นสุดลง เมื่อผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาเห็นเป็นการสมควร จะให้ขยายหรือให้เลื่อน ก าหนดเวลาออกไปอีกตามความจ าเป็นแก่กรณีก็ได้ ก าหนดเวลาต่าง ๆ ที่ก าหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เห็นเป็นการสมควร จะขยายหรือเลื่อนก าหนดเวลานั้นออกไปเป็นการทั่วไปตามความจ าเป็นแก่กรณีก็ได้ หมวด ๒ คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มาตรา ๑๕ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้าง” ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมที่ดิน อธิบดีกรมธนารักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น อธิบดีกรมสรรพากร และ ผู้อ านวยการส านักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นกรรมการ ให้ผู้อ านวยการส านักงานเศรษฐกิจการคลังแต่งตั้งข้าราชการของส านักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นเลขานุการ และอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแต่งตั้งข้าราชการของกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น เป็นผู้ช่วยเลขานุการ มาตรา ๑๖ คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีหน้าที่และอ านาจ ดังต่อไปนี้ (๑) วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีตามมาตรา ๒๓ วรรคสาม และตามที่กระทรวงการคลัง หรือกรุงเทพมหานครร้องขอ (๒) ให้ค าปรึกษาหรือค าแนะน าเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีและการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ กับคณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจ าจังหวัด กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย หรือ กรุงเทพมหานคร (๓) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายก าหนดให้เป็นหน้าที่และอ านาจของคณะกรรมการวินิจฉัย ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มาตรา ๑๗ การประชุมคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต้องมีกรรมการ มาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจ านวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ้ หนา ๒๗่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด มาตรา ๑๘ ค าวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้เป็นที่สุด และในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงค าวินิจฉัยในภายหลัง ค าวินิจฉัยที่เปลี่ยนแปลงนั้น ให้มีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่มีค าวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงเป็นต้นไป มาตรา ๑๙ ในกรณีที่คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้มีค าวินิจฉัย ค าปรึกษาหรือค าแนะน าเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีและการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้แล้ว ให้แจ้ง ค าวินิจฉัย ค าปรึกษาหรือค าแนะน าดังกล่าวไปยังผู้ที่ยื่นขอค าวินิจฉัย ค าปรึกษาหรือค าแนะน านั้น และให้ส่งเรื่องดังกล่าวไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบและถือปฏิบัติต่อไป มาตรา ๒๐ คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อปฏิบัติงานตามที่คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมอบหมายก็ได้ ในการประชุมคณะอนุกรรมการ ให้น าความในมาตรา ๑๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม หมวด ๓ คณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจ าจังหวัด มาตรา ๒๑ ในแต่ละจังหวัดยกเว้นกรุงเทพมหานคร ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจ าจังหวัด” ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานกรรมการ ปลัดจังหวัด เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด ธนารักษ์พื้นที่ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัด สรรพากรพื้นที่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งจ านวนหนึ่งคน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี จ านวนห้าคน นายกองค์การบริหารส่วนต าบลจ านวนห้าคน เป็นกรรมการ และให้ท้องถิ่นจังหวัด เป็นกรรมการและเลขานุการ ในกรณีที่จังหวัดใดมีผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในจังหวัด ให้ผู้บริหารท้องถิ่น ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในจังหวัดนั้น เป็นกรรมการร่วมด้วยจ านวนหนึ่งคน ให้นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนต าบล และผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นอื่นในจังหวัด เป็นผู้พิจารณาเลือกนายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนต าบล หรือ้ หนา ๒๘่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ ผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในจังหวัดตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศก าหนด คณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจ าจังหวัด มีหน้าที่และอ านาจพิจารณาให้ ความเห็นชอบอัตราภาษีตามร่างข้อบัญญัติท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามมาตรา ๓๗ วรรคเจ็ด ให้ความเห็นชอบการลดภาษีหรือยกเว้นภาษีของผู้บริหารท้องถิ่นตามมาตรา ๕๖ หรือมาตรา ๕๗ และให้ค าปรึกษาหรือค าแนะน าแก่ผู้บริหารท้องถิ่นเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในจังหวัด รวมทั้งปฏิบัติการอื่นตามที่ก าหนดในพระราชบัญญัตินี้ เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ค าว่า “ผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ในจังหวัด” ให้หมายความรวมถึงนายกเมืองพัทยาด้วย มาตรา ๒๒ การประชุมคณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจ าจังหวัด ให้น าความ ในมาตรา ๑๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๒๓ เมื่อคณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจ าจังหวัดได้ให้ค าปรึกษาหรือ ค าแนะน าแก่ผู้บริหารท้องถิ่นเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดแล้ว ให้ส่งค าปรึกษาหรือค าแนะน าดังกล่าวไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาต่อไป ในกรณีที่กระทรวงมหาดไทยเห็นด้วยกับค าปรึกษาหรือค าแนะน าของคณะกรรมการภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างประจ าจังหวัดตามวรรคหนึ่ง ให้กระทรวงมหาดไทยแจ้งให้คณะกรรมการภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้างประจ าจังหวัดทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันได้รับค าปรึกษาหรือค าแนะน า พร้อมทั้งส่งให้ คณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจ าจังหวัดอื่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งทราบ และถือปฏิบัติต่อไป ในกรณีที่กระทรวงมหาดไทยไม่เห็นด้วยกับค าปรึกษาหรือค าแนะน าของคณะกรรมการภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างประจ าจังหวัดตามวรรคหนึ่ง ให้กระทรวงมหาดไทยส่งเรื่องพร้อมกับความเห็นไปยัง คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับค าปรึกษาหรือค าแนะน า ดังกล่าว การแจ้งและการส่งเรื่องตามมาตรานี้ ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศก าหนด มาตรา ๒๔ ในแต่ละปี ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยกเว้นกรุงเทพมหานครจัดส่งข้อมูล เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษี จ านวนภาษีที่จัดเก็บได้ มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นฐานในการค านวณภาษี ให้แก่คณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจ าจังหวัด ้ หนา ๒๙่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ ให้คณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจ าจังหวัดรวบรวมข้อมูลขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นตามวรรคหนึ่ง และจัดส่งให้แก่กระทรวงมหาดไทย ให้กรุงเทพมหานครจัดส่งข้อมูลตามที่ก าหนดในวรรคหนึ่งให้แก่กระทรวงมหาดไทยโดยตรง ให้กระทรวงมหาดไทยประมวลผลข้อมูลที่ได้รับตามวรรคสองและวรรคสาม และให้จัดส่งข้อมูล ที่มีการประมวลผลแล้วให้แก่กระทรวงการคลังและคณะกรรมการการกระจายอ านาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการก าหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอ านาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น การรวบรวมและการจัดส่งข้อมูลตามมาตรานี้ ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยประกาศก าหนด มาตรา ๒๕ ในการจัดส่งข้อมูลให้แก่กระทรวงมหาดไทยตามมาตรา ๒๔ ให้คณะกรรมการ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจ าจังหวัดและกรุงเทพมหานคร รายงานสภาพปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับ การจัดเก็บภาษี พร้อมกับเสนอแนวทางการแก้ไขด้วย หมวด ๔ การส ารวจและจัดท าบัญชีรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มาตรา ๒๖ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจจัดให้มี การส ารวจที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ภายในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ก าหนดไว้ในหมวดนี้ มาตรา ๒๗ ก่อนที่จะด าเนินการส ารวจที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ให้ผู้บริหารท้องถิ่นประกาศ ก าหนดระยะเวลาที่จะท าการส ารวจที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และแต่งตั้งพนักงานส ารวจเพื่อปฏิบัติการ ดังกล่าว โดยปิดประกาศล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน ณ ส านักงานหรือที่ท าการขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นหรือสถานที่อื่นตามที่เห็นสมควรภายในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น มาตรา ๒๘ ให้พนักงานส ารวจมีหน้าที่และอ านาจส ารวจที่ดินและสิ่งปลูกสร้างภายใน เขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในส่วนที่เกี่ยวกับประเภท จ านวน ขนาดของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การใช้ประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และรายละเอียดอื่นที่จ าเป็นแก่การประเมินภาษี ในการปฏิบัติหน้าที่ พนักงานส ารวจต้องแสดงบัตรประจ าตัวต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง บัตรประจ าตัวตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศก าหนด ้ หนา ๓๐่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ มาตรา ๒๙ ในการส ารวจที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ให้พนักงานส ารวจมีอ านาจเข้าไปในที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างหรือสถานที่อื่นที่เกี่ยวข้องในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกหรือในเวลา ท าการได้ และมีอ านาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างจากผู้เสียภาษี ทั้งนี้ ให้ผู้เสียภาษีหรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องอ านวยความสะดวกตามสมควร ในการด าเนินการตามวรรคหนึ่ง พนักงานส ารวจอาจขอให้ผู้เสียภาษีชี้เขตที่ดินหรือ ให้รายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างได้ ในกรณีที่ผู้เสียภาษีไม่ส่งมอบเอกสารหรือหลักฐานอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ตามวรรคหนึ่งให้แก่พนักงานส ารวจ ให้พนักงานส ารวจรายงานให้ผู้บริหารท้องถิ่นทราบเพื่อมีหนังสือ เรียกเอกสารหรือหลักฐานดังกล่าวต่อไป มาตรา ๓๐ เมื่อพนักงานส ารวจได้ด าเนินการส ารวจที่ดินและสิ่งปลูกสร้างภายในเขตองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดท าบัญชีรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยต้องแสดงประเภท จ านวน ขนาดของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การใช้ประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และรายละเอียดอื่นที่จ าเป็นแก่การประเมินภาษี ตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศก าหนด และให้ประกาศบัญชีดังกล่าว ณ ส านักงานหรือที่ท าการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือสถานที่อื่นด้วยตามที่เห็นสมควร ภายในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นเวลาไม่น้อยกว่า สามสิบวัน พร้อมทั้งให้จัดส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียภาษีแต่ละรายตามประกาศบัญชีดังกล่าว ให้ผู้เสียภาษีรายนั้นทราบด้วย มาตรา ๓๑ ในกรณีที่ปรากฏว่าบัญชีรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้จัดท าขึ้นไม่ถูกต้อง ตามความเป็นจริง ให้ผู้บริหารท้องถิ่นมีอ านาจสั่งให้แก้ไขเพิ่มเติมบัญชีรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้ มาตรา ๓๒ ในกรณีที่ผู้เสียภาษีเห็นว่าบัญชีรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้จัดท าขึ้น ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ให้ผู้เสียภาษียื่นค าร้องต่อผู้บริหารท้องถิ่นเพื่อขอแก้ไขให้ถูกต้องได้ เมื่อได้รับค าร้องตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้บริหารท้องถิ่นมีค าสั่งให้พนักงานส ารวจด าเนินการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงอีกครั้งหนึ่งโดยเร็ว ในกรณีต้องแก้ไขบัญชีรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ให้ผู้บริหารท้องถิ่น ด าเนินการแก้ไขบัญชีรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้ถูกต้อง ให้ผู้บริหารท้องถิ่นแจ้งผลการด าเนินการตามวรรคสองให้ผู้เสียภาษีทราบภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับค าร้องจากผู้เสียภาษี มาตรา ๓๓ ในกรณีที่การใช้ประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่า ด้วยเหตุใด อันมีผลท าให้ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้นหรือลดลง ให้ผู้เสียภาษีแจ้ง ้ หนา ๓๑่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใน หกสิบวันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือวันที่ผู้เสียภาษีรู้ถึงเหตุดังกล่าว ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศก าหนด มาตรา ๓๔ การแจ้งประกาศก าหนดระยะเวลาที่จะท าการส ารวจตามมาตรา ๒๗ การจัดส่งข้อมูลของผู้เสียภาษีแต่ละรายตามประกาศบัญชีตามมาตรา ๓๐ การแจ้งผลการด าเนินการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามมาตรา ๓๒ และการแจ้งการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ในที่ดินหรือ สิ่งปลูกสร้างตามมาตรา ๓๓ อาจด าเนินการโดยผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือด้วยวิธีการอื่นใดได้ ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศก าหนด หมวด ๕ ฐานภาษี อัตราภาษี และการค านวณภาษี มาตรา ๓๕ ฐานภาษีเพื่อการค านวณภาษีตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่ มูลค่าทั้งหมด ของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง การค านวณมูลค่าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (๑) ที่ดิน ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินเป็นเกณฑ์ในการค านวณ (๒) สิ่งปลูกสร้าง ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์สิ่งปลูกสร้างเป็นเกณฑ์ในการค านวณ (๓) สิ่งปลูกสร้างที่เป็นห้องชุด ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุดเป็นเกณฑ์ในการค านวณ กรณีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มีราคาประเมินทุนทรัพย์ การค านวณมูลค่าให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ก าหนดในกฎกระทรวง ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นห้องชุด ให้เป็นไปตามราคา ประเมินทุนทรัพย์ของอสังหาริมทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ที่คณะอนุกรรมการประจ าจังหวัดก าหนดโดยความเห็นชอบของ คณะกรรมการก าหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ มาตรา ๓๖ ให้กรมธนารักษ์หรือส านักงานธนารักษ์พื้นที่ แล้วแต่กรณี ส่งบัญชีก าหนด ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นห้องชุดตามมาตรา ๓๕ ให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นห้องชุดนั้นตั้งอยู่ใน เขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คณะอนุกรรมการประจ าจังหวัดประกาศ ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ ้ หนา ๓๒่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ มาตรา ๓๗ ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ให้จัดเก็บภาษีตามอัตรา ดังต่อไปนี้ (๑) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม ให้มีอัตราภาษีไม่เกิน ร้อยละศูนย์จุดหนึ่งห้าของฐานภาษี (๒) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย ให้มีอัตราภาษีไม่เกินร้อยละศูนย์จุดสาม ของฐานภาษี (๓) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อื่นนอกจาก (๑) หรือ (๒) ให้มีอัตราภาษีไม่เกิน ร้อยละหนึ่งจุดสองของฐานภาษี (๔) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ท าประโยชน์ตามควรแก่สภาพ ให้มีอัตรา ภาษีไม่เกินร้อยละหนึ่งจุดสองของฐานภาษี การใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรมตาม (๑) ต้องเป็นการท านา ท าไร่ ท าสวน เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงสัตว์น้ า และกิจการอื่นตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยร่วมกันประกาศก าหนด ทั้งนี้ ในการจัดท าประกาศดังกล่าวให้น าความเห็นของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาประกอบการพิจารณาด้วย การใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัยตาม (๒) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยร่วมกันประกาศก าหนด ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ท าประโยชน์ตามควรแก่สภาพตาม (๔) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ก าหนดในกฎกระทรวง อัตราภาษีที่ใช้จัดเก็บตามวรรคหนึ่ง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยจะก าหนดเป็นอัตราเดียว หรือหลายอัตราแยกตามมูลค่าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างก็ได้ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินอัตราภาษีที่ก าหนด ตามวรรคหนึ่ง และจะก าหนดแยกตามประเภทการใช้ประโยชน์หรือตามเงื่อนไขในแต่ละประเภทการใช้ ประโยชน์ก็ได้ ในกรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดมีความประสงค์ที่จะจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าอัตราภาษี ที่ก าหนดโดยพระราชกฤษฎีกาตามวรรคห้า ให้มีอ านาจตราข้อบัญญัติท้องถิ่นก าหนดอัตราภาษีที่ใช้ จัดเก็บภายในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินอัตราที่ก าหนดในวรรคหนึ่ง ในการตราข้อบัญญัติท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามวรรคหก ยกเว้นกรุงเทพมหานคร ก่อนการลงนามใช้บังคับข้อบัญญัติท้องถิ่นตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ให้ผู้บริหารท้องถิ่นเสนออัตราภาษีตามร่างข้อบัญญัติท้องถิ่นให้คณะกรรมการภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างประจ าจังหวัดให้ความเห็นชอบก่อน เมื่อคณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง้ หนา ๓๓่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ ประจ าจังหวัดเห็นชอบกับอัตราภาษีตามร่างข้อบัญญัติท้องถิ่นดังกล่าวแล้ว ให้ผู้บริหารท้องถิ่นลงนาม ใช้บังคับข้อบัญญัติท้องถิ่นต่อไปได้ ในกรณีที่คณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจ าจังหวัดไม่เห็นชอบกับอัตราภาษี ตามร่างข้อบัญญัติท้องถิ่นดังกล่าว ให้ส่งความเห็นเกี่ยวกับอัตราภาษีคืนผู้บริหารท้องถิ่นเพื่อเสนอ สภาท้องถิ่นด าเนินการแก้ไขอัตราภาษีตามความเห็นของคณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจ า จังหวัด หรือพิจารณายืนยันด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่ วันที่ได้รับความเห็นเกี่ยวกับอัตราภาษีคืนจากคณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจ าจังหวัด หากสภาท้องถิ่นด าเนินการแก้ไขไม่แล้วเสร็จหรือสภาท้องถิ่นพิจารณายืนยันด้วยคะแนนเสียงน้อยกว่า สองในสามของจ านวนสมาชิกสภาท้องถิ่นทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ให้ร่างข้อบัญญัติท้องถิ่นนั้นตกไป มาตรา ๓๘ ในกรณีที่ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างใดมีการใช้ประโยชน์หลายประเภท ให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บภาษีตามสัดส่วนของการใช้ประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยร่วมกันประกาศ ก าหนด มาตรา ๓๙ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประกาศราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดินและ สิ่งปลูกสร้าง อัตราภาษีที่จัดเก็บ และรายละเอียดอื่นที่จ าเป็นในการจัดเก็บภาษีในแต่ละปี ณ ส านักงาน หรือที่ท าการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก่อนวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ของปีนั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ก าหนดในกฎกระทรวง มาตรา ๔๐ ในกรณีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาใช้ประโยชน์ใน การประกอบเกษตรกรรมอยู่ภายในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใด ให้ได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษี ของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างภายในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นรวมกันในการค านวณภาษีไม่เกิน ห้าสิบล้านบาท การยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยร่วมกันประกาศก าหนด มาตรา ๔๑ ในกรณีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัย และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรในวันที่ ๑ มกราคมของปีภาษีนั้น ให้ได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการค านวณภาษีไม่เกินห้าสิบล้านบาท ้ หนา ๓๔่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ ในกรณีที่บุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน และใช้สิ่งปลูกสร้าง ดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรในวันที่ ๑ มกราคมของปีภาษีนั้น ให้ได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการค านวณภาษีไม่เกินสิบล้านบาท ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศก าหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อค านวณ การยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง มิให้น าความในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองมาใช้บังคับกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งปลูกสร้าง ที่เจ้าของซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วย การทะเบียนราษฎรในวันที่ ๑ มกราคมของปีภาษีนั้น ซึ่งต้องย้ายชื่อออกจากทะเบียนบ้านดังกล่าว เพราะเหตุจ าเป็นทางราชการตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมกันประกาศก าหนด โดยให้ถือเอาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งปลูกสร้างก่อนการย้ายชื่อออกจาก ทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร เป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับ การยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการค านวณภาษีตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง มาตรา ๔๒ การค านวณภาษีให้ใช้ฐานภาษีของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างซึ่งค านวณได้ ตามมาตรา ๓๕ หักด้วยมูลค่าของฐานภาษีที่ได้รับยกเว้นตามมาตรา ๔๐ หรือมาตรา ๔๑ แล้วคูณด้วย อัตราภาษีตามมาตรา ๓๗ ตามสัดส่วนที่ก าหนดในมาตรา ๓๘ ผลลัพธ์ที่ได้เป็นจ านวนภาษีที่ต้องเสีย เพื่อประโยชน์ในการค านวณจ านวนภาษีตามวรรคหนึ่ง กรณีที่ดินหลายแปลงซึ่งมีอาณาเขต ติดต่อกันและเป็นของเจ้าของเดียวกัน ให้ค านวณมูลค่าที่ดินทั้งหมดรวมกันเป็นฐานภาษี มาตรา ๔๓ ในกรณีที่ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ต้องเสียภาษีเป็นที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ ว่างเปล่าหรือไม่ได้ท าประโยชน์ตามควรแก่สภาพเป็นเวลาสามปีติดต่อกัน ให้เรียกเก็บภาษีส าหรับที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างในปีที่สี่ เพิ่มขึ้นจากอัตราภาษีที่จัดเก็บตามมาตรา ๓๗ (๔) ในอัตราร้อยละศูนย์จุดสาม และหากยังทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ท าประโยชน์ตามควรแก่สภาพอีกเป็นเวลาติดต่อกัน ให้เพิ่มอัตราภาษี อีกร้อยละศูนย์จุดสามในทุกสามปี แต่อัตราภาษีที่เสียรวมทั้งหมดแล้วต้องไม่เกินร้อยละสาม หมวด ๖ การประเมินภาษี การช าระภาษี และการคืนภาษี มาตรา ๔๔ ในแต่ละปี ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแจ้งการประเมินภาษี โดยส่ง แบบประเมินภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีตามมาตรา ๙ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ ้ หนา ๓๕่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ การแจ้งการประเมินภาษีและแบบประเมินภาษี ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศก าหนด ซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายการที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ราคาประเมินทุนทรัพย์ อัตราภาษี และจ านวนภาษีที่ต้องช าระ มาตรา ๔๕ ในการประเมินภาษี ให้พนักงานประเมินมีอ านาจเรียกผู้เสียภาษีหรือบุคคล ซึ่งเกี่ยวข้องมาให้ถ้อยค า หรือส่งเอกสารหรือหลักฐานอื่นใดมาเพื่อตรวจสอบภายในระยะเวลาที่ก าหนด โดยจะต้องมีหนังสือแจ้งให้บุคคลดังกล่าวทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน มาตรา ๔๖ ให้ผู้เสียภาษีช าระภาษีตามแบบแจ้งการประเมินภาษีภายในเดือนเมษายนของทุกปี มาตรา ๔๗ ให้บุคคลดังต่อไปนี้มีหน้าที่ช าระภาษีแทนผู้เสียภาษี (๑) ผู้จัดการมรดกหรือทายาท ในกรณีที่ผู้เสียภาษีถึงแก่ความตาย (๒) ผู้จัดการทรัพย์สิน ในกรณีที่ผู้เสียภาษีเป็นผู้ไม่อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยสาบสูญ (๓) ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ ในกรณีที่ผู้เสียภาษีเป็นผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ แล้วแต่กรณี (๔) ผู้แทนของนิติบุคคล ในกรณีที่ผู้เสียภาษีเป็นนิติบุคคล (๕) ผู้ช าระบัญชี ในกรณีที่ผู้เสียภาษีเป็นนิติบุคคลเลิกกันโดยมีการช าระบัญชี (๖) เจ้าของรวมคนหนึ่งคนใด ในกรณีที่ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีเป็นของบุคคลหลายคนรวมกัน มาตรา ๔๘ ในกรณีที่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินนั้นเป็นของต่างเจ้าของกัน ให้ถือว่า เจ้าของที่ดินและเจ้าของสิ่งปลูกสร้างเป็นผู้เสียภาษี ส าหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ตนเป็นเจ้าของ มาตรา ๔๙ ให้ผู้เสียภาษีช าระภาษีต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามจ านวนภาษีที่ได้มี การแจ้งประเมิน ณ สถานที่ ดังต่อไปนี้ (๑) ส านักงานเทศบาล ส าหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในเขตเทศบาล (๒) ที่ท าการองค์การบริหารส่วนต าบล ส าหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในเขตองค์การบริหาร ส่วนต าบล (๓) ส านักงานเขตที่ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นตั้งอยู่ ส าหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ใน เขตกรุงเทพมหานคร (๔) ศาลาว่าการเมืองพัทยา ส าหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในเขตเมืองพัทยา (๕) ที่ท าการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่มีกฎหมายก าหนด ส าหรับที่ดินหรือ สิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ้ หนา ๓๖่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ ในกรณีที่มีความจ าเป็น ผู้บริหารท้องถิ่นอาจก าหนดให้ใช้สถานที่อื่นภายในเขตองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้น เป็นสถานที่ส าหรับช าระภาษีตามวรรคหนึ่งได้ตามที่เห็นสมควร การช าระภาษีตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าวันที่พนักงานเก็บภาษีลงลายมือชื่อในใบเสร็จรับเงิน เป็นวันที่ช าระภาษี มาตรา ๕๐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจมอบหมายให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ รับช าระภาษีแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ได้ การช าระภาษีตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าวันที่เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ซึ่งได้รับมอบหมายลงลายมือชื่อในใบเสร็จรับเงินเป็นวันที่ช าระภาษี มาตรา ๕๑ เพื่อเป็นการอ านวยความสะดวกส าหรับการช าระภาษี ผู้เสียภาษีอาจช าระภาษี โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือโดยการช าระผ่านธนาคารหรือโดยวิธีการอื่นใด ทั้งนี้ การช าระผ่านธนาคารหรือโดยวิธีการอื่นใดนั้น ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศก าหนด กรณีช าระภาษีทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ให้ผู้เสียภาษีช าระภาษีตามที่ได้รับแจ้ง การประเมิน โดยส่งธนาณัติ ตั๋วแลกเงินไปรษณีย์ เช็คธนาคารหรือเช็คที่ธนาคารรับรอง สั่งจ่ายให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นตั้งอยู่ และให้ถือว่าวันที่หน่วยงานให้บริการไปรษณีย์ ประทับตราลงทะเบียนเป็นวันที่ช าระภาษี กรณีช าระโดยผ่านทางธนาคารหรือวิธีการอื่นใด ให้ผู้เสียภาษีช าระภาษีตามที่ได้รับแจ้ง การประเมินต่อธนาคารหรือโดยวิธีการตามที่ก าหนด และให้ถือว่าวันที่ธนาคารได้รับเงินค่าภาษีหรือ วันที่มีการช าระเงินค่าภาษีโดยวิธีการที่ก าหนดเป็นวันที่ช าระภาษี มาตรา ๕๒ ในการช าระภาษีตามพระราชบัญญัตินี้ ผู้เสียภาษีอาจขอผ่อนช าระเป็นงวด งวดละเท่า ๆ กันก็ได้ จ านวนงวดและจ านวนเงินภาษีขั้นต่ าที่จะมีสิทธิผ่อนช าระ รวมทั้งหลักเกณฑ์และวิธีการใน การผ่อนช าระให้เป็นไปตามที่ก าหนดในกฎกระทรวง ในกรณีที่ผู้เสียภาษีตามวรรคหนึ่งไม่ช าระภาษีตามระยะเวลาที่ก าหนดในการผ่อนช าระ ให้ผู้เสียภาษีหมดสิทธิที่จะผ่อนช าระ และต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละหนึ่งต่อเดือนของจ านวนภาษี ที่ค้างช าระ เศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน ้ หนา ๓๗่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ มาตรา ๕๓ ในกรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพบว่ามีการประเมินภาษีผิดพลาดหรือ ไม่ครบถ้วน ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอ านาจทบทวนการประเมินภาษีให้ถูกต้องตามที่ผู้เสียภาษี มีหน้าที่ต้องเสียได้ ทั้งนี้ ให้น าความในมาตรา ๔๔ วรรคสอง และมาตรา ๔๕ มาใช้บังคับโดยอนุโลม การทบทวนการประเมินภาษีตามวรรคหนึ่ง จะกระท ามิได้ เมื่อพ้นสามปีนับแต่วันสุดท้าย แห่งก าหนดเวลาการช าระภาษีตามพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีที่ต้องมีการช าระภาษีเพิ่มเติม ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแจ้งการประเมินภาษี ตามวรรคหนึ่ง และส่งแบบประเมินภาษีให้แก่ผู้เสียภาษี และให้ผู้เสียภาษีช าระภาษีที่ต้องเสียเพิ่มเติม โดยไม่ต้องเสียเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน ในกรณีที่มีการช าระภาษีไว้เกินจ านวนที่จะต้องเสีย ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหนังสือ แจ้งให้ผู้เสียภาษีทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตรวจสอบพบว่ามีการประเมินภาษีผิดพลาดเพื่อให้ มารับเงินที่ช าระเกินคืนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง มาตรา ๕๔ ผู้ใดเสียภาษีโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียหรือเสียภาษีเกินกว่าจ านวนที่ต้องเสีย ไม่ว่าโดยความผิดพลาดของตนเองหรือจากการประเมินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นั้นมีสิทธิ ได้รับเงินคืน การขอรับเงินคืนตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นค าร้องต่อผู้บริหารท้องถิ่นตามแบบที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยประกาศก าหนด ภายในสามปีนับแต่วันที่ช าระภาษี ในการนี้ ให้ผู้ยื่นค าร้องส่งเอกสาร หลักฐาน หรือค าชี้แจงใด ๆ ประกอบค าร้องด้วย ให้ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาค าร้องให้เสร็จสิ้นและแจ้งผลการพิจารณาค าร้องให้ผู้ยื่นค าร้องทราบ ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับค าร้อง ทั้งนี้ ในกรณีที่ผู้บริหารท้องถิ่นเห็นว่าผู้ยื่นค าร้องมีสิทธิ ได้รับเงินคืน ให้ผู้บริหารท้องถิ่นมีค าสั่งคืนเงินให้แก่ผู้ยื่นค าร้อง โดยต้องแจ้งค าสั่งให้ผู้ยื่นค าร้องทราบ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้มีค าสั่ง ในกรณีที่ผู้บริหารท้องถิ่นเห็นว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเมินภาษีผิดพลาด ให้ผู้บริหารท้องถิ่นสั่งให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงิน ที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น นับแต่วันที่ยื่นค าร้องขอรับคืนเงินจนถึงวันที่คืนเงิน แต่ต้องไม่เกินจ านวนเงิน ที่ได้รับคืน ถ้าผู้ยื่นค าร้องไม่มารับเงินคืนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ให้เงินนั้นตกเป็นของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ้ หนา ๓๘่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ หมวด ๗ การลดและการยกเว้นภาษี มาตรา ๕๕ การลดภาษีส าหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างบางประเภท เพื่อให้เหมาะสมกับ สภาพความจ าเป็นทางเศรษฐกิจ สังคม เหตุการณ์ กิจการ หรือสภาพแห่งท้องที่ ให้กระท าได้โดยตราเป็น พระราชกฤษฎีกา แต่ต้องไม่เกินร้อยละเก้าสิบของจ านวนภาษีที่จะต้องเสีย มาตรา ๕๖ ในกรณีที่ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างภายในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดได้รับ ความเสียหายมากหรือถูกท าลายให้เสื่อมสภาพด้วยเหตุอันพ้นวิสัยที่จะป้องกันได้โดยทั่วไป ให้ผู้บริหารท้องถิ่น โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจ าจังหวัด หรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีอ านาจประกาศลดหรือยกเว้นภาษีภายใน เขตพื้นที่ที่เกิดเหตุนั้นในช่วงระยะเวลาใดช่วงระยะเวลาหนึ่งได้ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยประกาศก าหนด มาตรา ๕๗ ในกรณีที่มีเหตุอันท าให้ที่ดินได้รับความเสียหายหรือท าให้สิ่งปลูกสร้าง ถูกรื้อถอนหรือท าลาย หรือช ารุดเสียหายจนเป็นเหตุให้ต้องท าการซ่อมแซมในส่วนส าคัญ ให้ผู้เสียภาษีมีสิทธิยื่นค าขอลดหรือยกเว้นภาษีที่จะต้องเสียต่อผู้บริหารท้องถิ่นได้ตามระเบียบที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศก าหนด เมื่อมีการยื่นค าขอลดหรือยกเว้นภาษีตามวรรคหนึ่ง ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นท าการตรวจสอบ ข้อเท็จจริง หากปรากฏข้อเท็จจริงเป็นที่เชื่อได้ว่ามีเหตุอันสมควรลดหรือยกเว้นภาษีให้แก่ผู้ยื่นค าขอ ให้ผู้บริหารท้องถิ่นโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจ าจังหวัด หรือ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอ านาจออกค าสั่งลด หรือยกเว้นภาษีได้ ทั้งนี้ โดยค านึงถึงสัดส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นและระยะเวลาที่ไม่ได้รับประโยชน์ จากที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น หมวด ๘ ภาษีค้างช าระ มาตรา ๕๘ ภาษีที่มิได้ช าระภายในเวลาที่ก าหนด ให้ถือเป็นภาษีค้างช าระ มาตรา ๕๙ การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างตามพระราชบัญญัตินี้ จะกระท ามิได้ เมื่อปรากฏหลักฐานจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา ๖๐ ว่ามีภาษีค้างช าระส าหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น เว้นแต่เป็นกรณีตามมาตรา ๖๗ ้ หนา ๓๙่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ มาตรา ๖๐ ภายในเดือนมิถุนายนของปี ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแจ้งรายการภาษี ค้างช าระให้ส านักงานที่ดินหรือส านักงานที่ดินสาขา ซึ่งที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอยู่ในเขตท้องที่ของ ส านักงานที่ดินหรือส านักงานที่ดินสาขานั้นทราบ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ต่อไป เว้นแต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส านักงานที่ดินหรือส านักงานที่ดินสาขาจะตกลงก าหนดเวลาเป็นอย่างอื่น มาตรา ๖๑ เพื่อประโยชน์ในการเร่งรัดภาษีค้างช าระ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีหนังสือแจ้งเตือนผู้เสียภาษีที่มีภาษีค้างช าระภายในเดือนพฤษภาคมของปี เพื่อให้มาช าระภาษีค้างช าระ พร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามที่ก าหนดในหมวด ๙ มาตรา ๖๒ ถ้าผู้เสียภาษีมิได้ช าระภาษีค้างช าระ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มภายในเวลาที่ก าหนดไว้ ในหนังสือแจ้งเตือนตามมาตรา ๖๑ เมื่อพ้นเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งเตือนดังกล่าวแล้ว ให้ผู้บริหารท้องถิ่นมีอ านาจออกค าสั่งเป็นหนังสือยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้เสียภาษี เพื่อน าเงินมาช าระภาษีค้างช าระ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากการยึด อายัด และ ขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้นได้ แต่ห้ามมิให้ยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้เสียภาษี เกินกว่าความจ าเป็นที่พอจะช าระภาษีค้างช าระ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าใช้จ่ายดังกล่าว การออกค าสั่งเป็นหนังสือยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้บริหารท้องถิ่น ตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่เป็นนายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนต าบล และนายกเมืองพัทยา ต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ว่าราชการจังหวัด วิธีการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้เสียภาษีตามวรรคหนึ่ง ให้น าวิธีการ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ การยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้เสียภาษี ไม่ให้หมายความรวมถึงการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้มีหน้าที่ช าระภาษีแทน ตามมาตรา ๔๗ มาตรา ๖๓ เพื่อประโยชน์ในการยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามมาตรา ๖๒ ให้ผู้บริหารท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้บริหารท้องถิ่นมีอ านาจ (๑) เรียกผู้เสียภาษีมาให้ถ้อยค า (๒) สั่งให้ผู้เสียภาษีน าบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นอันจ าเป็นแก่การจัดเก็บภาษีค้างช าระ มาตรวจสอบ ้ หนา ๔๐่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ (๓) ออกค าสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าหน้าที่ท าการตรวจสอบ ค้น หรือยึดบัญชี เอกสารหรือ หลักฐานอื่นของผู้เสียภาษี (๔) เข้าไปในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างหรือสถานที่อื่นที่เกี่ยวข้องในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ถึงพระอาทิตย์ตกหรือในเวลาท าการของสถานที่นั้น ในการนี้ ให้มีอ านาจสอบถามบุคคลที่อยู่ในสถานที่นั้น เท่าที่จ าเป็นเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษี การด าเนินการตาม (๑) หรือ (๒) ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับ หนังสือเรียกหรือค าสั่ง และการออกค าสั่งและท าการตาม (๓) หรือ (๔) ต้องเป็นไปตามระเบียบที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศก าหนด มาตรา ๖๔ ในกรณีที่มีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้เสียภาษีไว้แล้ว ถ้าผู้เสียภาษีได้น าเงิน มาช าระค่าภาษีค้างช าระ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน โดยครบถ้วนก่อนการขายทอดตลาด ให้ผู้บริหารท้องถิ่นมีค าสั่งเพิกถอนการยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้น และด าเนินการแจ้งการถอนการยึดหรืออายัดไปยังเจ้าพนักงานผู้ยึดหรืออายัดให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ช าระค่าภาษีที่ค้างช าระ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากการยึดหรืออายัด ทรัพย์สินครบถ้วนแล้ว มาตรา ๖๕ การขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้เสียภาษีตามมาตรา ๖๒ จะกระท ามิได้ ในระหว่างระยะเวลาที่ให้คัดค้านหรืออุทธรณ์ตามมาตรา ๗๓ หรือให้ฟ้องเป็นคดีต่อศาลตามมาตรา ๘๒ และตลอดเวลาที่การพิจารณาและวินิจฉัยค าคัดค้านหรืออุทธรณ์ดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด มาตรา ๖๖ เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดตามมาตรา ๖๒ ให้หักไว้เป็นค่าภาษีค้างช าระ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากการยึด อายัด และขายทอดตลาด ทรัพย์สินนั้น เหลือเท่าใดให้คืนแก่ผู้เสียภาษี มาตรา ๖๗ ในกรณีที่เป็นการขายทอดตลาดที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างใดตามค าพิพากษา ก่อนท าการขายทอดตลาด ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้แจ้งรายการภาษีค้างช าระ ส าหรับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจาก เจ้าพนักงานบังคับคดี และเมื่อท าการขายทอดตลาดแล้ว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันเงินที่ได้รับจาก การขายทอดตลาดไว้เท่ากับจ านวนค่าภาษีค้างช าระ และน าส่งเงินดังกล่าวให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อช าระหนี้ค่าภาษีที่ค้างช าระดังกล่าว ้ หนา ๔๑่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ หมวด ๙ เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม มาตรา ๖๘ ในกรณีที่ผู้เสียภาษีมิได้ช าระภาษีภายในเวลาที่ก าหนด ให้เสียเบี้ยปรับร้อยละ สี่สิบของจ านวนภาษีค้างช าระ เว้นแต่ผู้เสียภาษีได้ช าระภาษีก่อนจะได้รับหนังสือแจ้งเตือนตามมาตรา ๖๑ ให้เสียเบี้ยปรับร้อยละสิบของจ านวนภาษีค้างช าระ มาตรา ๖๙ ในกรณีที่ผู้เสียภาษีมิได้ช าระภาษีภายในเวลาที่ก าหนด แต่ต่อมาได้ช าระภาษี ภายในเวลาที่ก าหนดไว้ในหนังสือแจ้งเตือนตามมาตรา ๖๑ ให้เสียเบี้ยปรับร้อยละยี่สิบของจ านวน ภาษีค้างช าระ มาตรา ๗๐ ผู้เสียภาษีผู้ใดมิได้ช าระภาษีภายในเวลาที่ก าหนด ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ หนึ่งต่อเดือนของจ านวนภาษีค้างช าระ เศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน ทั้งนี้ มิให้น าเบี้ยปรับมารวม ค านวณเพื่อเสียเงินเพิ่มด้วย ในกรณีผู้บริหารท้องถิ่นอนุมัติให้ขยายก าหนดเวลาช าระภาษี และได้มีการช าระภาษีภายใน ก าหนดเวลาที่ขยายให้นั้น เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งให้ลดลงเหลือร้อยละศูนย์จุดห้าต่อเดือนหรือ เศษของเดือน เงินเพิ่มตามมาตรานี้ ให้เริ่มนับเมื่อพ้นก าหนดเวลาช าระภาษีจนถึงวันที่มีการช าระภาษี แต่มิให้เกินกว่าจ านวนภาษีที่ต้องช าระโดยไม่รวมเบี้ยปรับ และมิให้คิดทบต้น มาตรา ๗๑ เบี้ยปรับอาจงดหรือลดลงได้ตามที่ก าหนดในกฎกระทรวง มาตรา ๗๒ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามหมวดนี้ให้ถือเป็นภาษี หมวด ๑๐ การคัดค้านและการอุทธรณ์การประเมินภาษี มาตรา ๗๓ ผู้เสียภาษีผู้ใดได้รับแจ้งการประเมินภาษีตามมาตรา ๔๔ หรือมาตรา ๕๓ หรือการเรียกเก็บภาษีตามมาตรา ๖๑ แล้วเห็นว่า การประเมินภาษีหรือการเรียกเก็บภาษีนั้นไม่ถูกต้อง ให้มีสิทธิคัดค้านและขอให้ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาทบทวนการประเมินหรือการเรียกเก็บภาษีได้ โดยให้ ยื่นค าร้องต่อผู้บริหารท้องถิ่นตามแบบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศก าหนด ทั้งนี้ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินภาษีหรือการเรียกเก็บภาษี แล้วแต่กรณี ้ หนา ๔๒่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ ผู้บริหารท้องถิ่นต้องพิจารณาค าร้องของผู้เสียภาษีตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับค าร้องดังกล่าว และแจ้งค าสั่งพร้อมด้วยเหตุผลเป็นหนังสือไปยังผู้เสียภาษีโดยไม่ชักช้า กรณีที่ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาค าร้องของผู้เสียภาษีไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้ถือว่า ผู้บริหารท้องถิ่นเห็นชอบกับค าร้องของผู้เสียภาษี ในกรณีที่ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาเห็นชอบกับค าร้องของผู้เสียภาษี ให้แจ้งจ านวนภาษี ที่จะต้องเสียเป็นหนังสือไปยังผู้เสียภาษี และให้ผู้เสียภาษีมารับช าระภาษีคืนภายในสิบห้าวันนับแต่ วันที่ได้รับหนังสือแจ้งดังกล่าว ในกรณีที่ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาไม่เห็นชอบกับค าร้องของผู้เสียภาษี ให้ผู้เสียภาษีนั้น มีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษี โดยยื่นอุทธรณ์ต่อผู้บริหารท้องถิ่น ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง และให้ผู้บริหารท้องถิ่นส่งค าอุทธรณ์ไปยังคณะกรรมการ พิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับค าอุทธรณ์ดังกล่าว การคัดค้านและการอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการช าระภาษี เว้นแต่ผู้เสียภาษีจะได้ยื่นค าร้องต่อ ผู้บริหารท้องถิ่นขอให้ทุเลาการช าระภาษีไว้ก่อน และผู้บริหารท้องถิ่นมีค าสั่งให้ทุเลาการช าระภาษีแล้ว ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ผู้บริหารท้องถิ่นมีค าสั่งให้ทุเลาการช าระภาษีเฉพาะส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นจากจ านวนภาษี ที่ต้องเสียในปีก่อนและจะสั่งให้วางประกันตามที่เห็นสมควรก็ได้ ในกรณีที่ผู้บริหารท้องถิ่นได้สั่งให้ทุเลาการช าระภาษีตามวรรคห้าไว้แล้ว ถ้าต่อมาปรากฏว่า ผู้เสียภาษีได้กระท าการใด ๆ เพื่อประวิงการช าระภาษี หรือจะกระท าการโอน ขาย จ าหน่าย หรือ ยักย้ายทรัพย์สินทั้งหมดหรือบางส่วนเพื่อให้พ้นอ านาจการยึดหรืออายัด ผู้บริหารท้องถิ่นมีอ านาจ เพิกถอนค าสั่งให้ทุเลาการช าระภาษีนั้นได้ มาตรา ๗๔ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ การประเมินภาษีประจ าจังหวัด” ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานกรรมการ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด ธนารักษ์พื้นที่ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัด สรรพากรพื้นที่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด แต่งตั้งจ านวนหนึ่งคน ผู้แทนของผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดจ านวน ไม่เกินสองคน เป็นกรรมการโดยต าแหน่ง และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งประธานกรรมการและกรรมการ โดยต าแหน่งแต่งตั้งอีกจ านวนไม่เกินสองคน เป็นกรรมการ ให้ผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัด เป็นผู้พิจารณาร่วมกันเลือกผู้แทน ของผู้บริหารท้องถิ่นตามวรรคหนึ่ง ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศ ก าหนด ้ หนา ๔๓่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งข้าราชการสังกัดส านักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัด เป็นเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการ มาตรา ๗๕ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ การประเมินภาษีกรุงเทพมหานคร” ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกรรมการ อธิบดีกรมที่ดิน อธิบดีกรมธนารักษ์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น อธิบดีกรมสรรพากร ผู้อ านวยการส านักงานเศรษฐกิจการคลัง ปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นกรรมการ โดยต าแหน่ง และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งประธานกรรมการและกรรมการโดยต าแหน่งแต่งตั้งอีกจ านวน ไม่เกินสองคน เป็นกรรมการ ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแต่งตั้งข้าราชการสังกัดกรุงเทพมหานครเป็นเลขานุการและ ผู้ช่วยเลขานุการ เบี้ยประชุมของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีกรุงเทพมหานคร ให้เบิกจ่าย จากงบประมาณของกรุงเทพมหานคร มาตรา ๗๖ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๗๔ และมาตรา ๗๕ มีวาระการด ารง ต าแหน่งคราวละสามปี เมื่อครบก าหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากต าแหน่งตามวาระนั้น อยู่ในต าแหน่งเพื่อด าเนินงานต่อไปจนกว่า กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากต าแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะด ารงต าแหน่ง ติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้ มาตรา ๗๗ นอกจากการพ้นจากต าแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๗๔ และมาตรา ๗๕ พ้นจากต าแหน่งเมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) เป็นบุคคลล้มละลาย (๔) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ (๕) ถูกจ าคุกโดยค าพิพากษาถึงที่สุดให้จ าคุก (๖) คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีมีค าสั่งให้ออกเนื่องจากมีเหตุบกพร่อง อย่างยิ่งต่อหน้าที่หรือมีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง ้ หนา ๔๔่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากต าแหน่งก่อนวาระ ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ การประเมินภาษีแต่งตั้งผู้อื่นเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทน และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนต าแหน่งที่ว่างนั้น อยู่ในต าแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว มาตรา ๗๘ การประชุมคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษี ให้น าความใน มาตรา ๑๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๗๙ ในการปฏิบัติหน้าที่ กรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีผู้ใดมีส่วนได้เสีย ในเรื่องใดจะเข้าร่วมพิจารณาหรือร่วมวินิจฉัยลงมติในเรื่องนั้นมิได้ มาตรา ๘๐ เพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ การประเมินภาษีมีอ านาจออกหนังสือเรียกผู้อุทธรณ์หรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง มาให้ถ้อยค าหรือ ให้ส่งเอกสารหรือหลักฐานอื่นใดมาแสดงได้ โดยให้เวลาแก่บุคคลดังกล่าวไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่ วันที่ได้รับหนังสือเรียก ผู้อุทธรณ์ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกตามวรรคหนึ่ง โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร คณะกรรมการ พิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีจะยกอุทธรณ์นั้นเสียก็ได้ มาตรา ๘๑ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษี มีอ านาจสั่งไม่รับอุทธรณ์ ยกอุทธรณ์ เพิกถอนหรือแก้ไขการประเมินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือให้ผู้อุทธรณ์ได้รับ การลดหรือยกเว้นภาษีหรือได้คืนภาษี ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งค าอุทธรณ์จากผู้บริหารท้องถิ่นตามมาตรา ๗๓ วรรคสี่ และต้องแจ้งค าวินิจฉัย อุทธรณ์พร้อมด้วยเหตุผลเป็นหนังสือไปยังผู้อุทธรณ์ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่พิจารณาเสร็จ ทั้งนี้ จะวินิจฉัยให้เรียกเก็บภาษีเกินกว่าจ านวนภาษีที่ท าการประเมินไม่ได้ เว้นแต่จะได้มีการประเมินภาษีใหม่ ในกรณีที่มีเหตุจ าเป็น คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษี อาจขยายระยะเวลา พิจารณาอุทธรณ์ออกไปอีกได้ แต่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ครบก าหนดระยะเวลาตามวรรคสอง และให้มีหนังสือแจ้งระยะเวลาที่ขยายออกไปพร้อมกับวันครบก าหนดระยะเวลาให้ผู้อุทธรณ์ทราบด้วย ในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่แล้วเสร็จภายใน ระยะเวลาที่ก าหนดตามวรรคสองหรือวรรคสาม ให้ผู้อุทธรณ์มีสิทธิฟ้องเป็นคดีต่อศาลได้โดยไม่ต้องรอฟัง ผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษี แต่ต้องยื่นฟ้องต่อศาลภายใน สามสิบวันนับแต่พ้นก าหนดระยะเวลาดังกล่าว ้ หนา ๔๕่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ ในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษี มีค าวินิจฉัยให้คืนเงินแก่ผู้อุทธรณ์ ให้แจ้งค าวินิจฉัยไปยังผู้บริหารท้องถิ่นเพื่อให้มีค าสั่งคืนเงินและแจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทราบภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้มีค าสั่งคืนเงิน ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษี สั่งผู้บริหารท้องถิ่นให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับ คืนเงินในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินที่ได้รับคืน โดยไม่คิดทบต้น นับแต่วันที่ ช าระภาษีถึงวันที่มีค าวินิจฉัยให้คืนเงิน แต่ต้องไม่เกินจ านวนเงินที่ได้รับคืน ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่มารับเงินคืนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ให้เงินนั้นตกเป็นขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา ๘๒ ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์ค าวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ การประเมินภาษี โดยฟ้องเป็นคดีต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งค าวินิจฉัยอุทธรณ์ หมวด ๑๑ บทก าหนดโทษ มาตรา ๘๓ ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานส ารวจตามมาตรา ๒๘ หรือมาตรา ๒๙ หรือของผู้บริหารท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นมอบหมายตามมาตรา ๖๓ (๓) หรือ (๔) ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ มาตรา ๘๔ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกของผู้บริหารท้องถิ่น ตามมาตรา ๒๙ หรือ ของพนักงานประเมินตามมาตรา ๔๕ หรือหนังสือเรียกหรือค าสั่งของผู้บริหารท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่ ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นมอบหมายตามมาตรา ๖๓ (๑) หรือ (๒) ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท มาตรา ๘๕ ผู้ใดไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างตามที่ก าหนดไว้ ในมาตรา ๓๓ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท มาตรา ๘๖ ผู้ใดขัดขวางหรือไม่ปฏิบัติตามค าสั่งของผู้บริหารท้องถิ่นตามมาตรา ๖๒ หรือ ท าลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่นซึ่งทรัพย์สินที่ผู้บริหารท้องถิ่นมีค าสั่งให้ยึดหรือ อายัด ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ มาตรา ๘๗ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมิน ภาษีตามมาตรา ๘๐ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับผู้อุทธรณ์ ้ หนา ๔๖่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ มาตรา ๘๘ ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จหรือน าพยานหลักฐานอันเป็นเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ มาตรา ๘๙ ในกรณีที่ผู้กระท าความผิดเป็นนิติบุคคล ถ้าการกระท าความผิดของนิติบุคคลนั้น เกิดจากการสั่งการหรือการกระท าของกรรมการ หรือผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบใน การด าเนินงานของนิติบุคคลนั้น หรือในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระท าการและละเว้น ไม่สั่งการหรือไม่กระท าการจนเป็นเหตุให้นิติบุคคลนั้นกระท าความผิด ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้ ส าหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย มาตรา ๙๐ ความผิดตามมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๔ มาตรา ๘๕ หรือมาตรา ๘๗ ให้ผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นมอบหมายมีอ านาจเปรียบเทียบได้ เมื่อผู้กระท าผิดได้ช าระเงินค่าปรับตามจ านวนที่เปรียบเทียบภายในสามสิบวัน ให้ถือว่าคดีเลิกกัน ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ถ้าผู้กระท าผิดไม่ยินยอมตามที่เปรียบเทียบ หรือเมื่อยินยอมแล้วไม่ช าระเงินค่าปรับภายใน ระยะเวลาที่ก าหนด ให้ด าเนินคดีต่อไป เงินค่าปรับที่ได้จากการเปรียบเทียบตามพระราชบัญญัตินี้เกิดขึ้นในเขตองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นใด ให้ตกเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น บทเฉพาะกาล มาตรา ๙๑ บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน กฎหมายว่าด้วยภาษี บ ารุงท้องที่ และกฎหมายว่าด้วยการก าหนดราคาปานกลางของที่ดินส าหรับการประเมินภาษีบ ารุงท้องที่ ซึ่งถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไป ในการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินและ ภาษีบ ารุงท้องที่ ที่ต้องเสียหรือที่พึงช าระหรือที่ค้างอยู่หรือที่ต้องคืนก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๓ มาตรา ๙๒ ให้กรมที่ดินจัดส่งข้อมูลรูปแปลงที่ดินและข้อมูลเอกสารสิทธิของที่ดินและ สิ่งปลูกสร้างที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ เพื่อใช้ในการเตรียมการจัดเก็บภาษีภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ การจัดส่งข้อมูลให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามวรรคหนึ่ง ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายตามประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด ้ หนา ๔๗่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ มาตรา ๙๓ มิให้น าความในมาตรา ๖๗ แห่งพระราชบัญญัตินี้มาใช้บังคับแก่การขายทอดตลาด ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างของเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งได้มีการประกาศขายทอดตลาดที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างไว้ ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา ๙๔ ในสองปีแรกของการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้อัตราภาษีตามมูลค่าของฐานภาษี ดังต่อไปนี้ (๑) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม (ก) มูลค่าของฐานภาษีไม่เกินเจ็ดสิบห้าล้านบาท ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละศูนย์จุดศูนย์หนึ่ง (ข) มูลค่าของฐานภาษีเกินเจ็ดสิบห้าล้านบาท แต่ไม่เกินหนึ่งร้อยล้านบาท ให้ใช้อัตราภาษี ร้อยละศูนย์จุดศูนย์สาม (ค) มูลค่าของฐานภาษีเกินหนึ่งร้อยล้านบาท แต่ไม่เกินห้าร้อยล้านบาท ให้ใช้อัตราภาษี ร้อยละศูนย์จุดศูนย์ห้า (ง) มูลค่าของฐานภาษีเกินห้าร้อยล้านบาท แต่ไม่เกินหนึ่งพันล้านบาท ให้ใช้อัตราภาษี ร้อยละศูนย์จุดศูนย์เจ็ด (จ) มูลค่าของฐานภาษีเกินหนึ่งพันล้านบาทขึ้นไป ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละศูนย์จุดหนึ่ง (๒) ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ใน ทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร (ก) มูลค่าของฐานภาษีไม่เกินยี่สิบห้าล้านบาท ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละศูนย์จุดศูนย์สาม (ข) มูลค่าของฐานภาษีเกินยี่สิบห้าล้านบาท แต่ไม่เกินห้าสิบล้านบาท ให้ใช้อัตราภาษี ร้อยละศูนย์จุดศูนย์ห้า (ค) มูลค่าของฐานภาษีเกินห้าสิบล้านบาทขึ้นไป ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละศูนย์จุดหนึ่ง (๓) สิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร (ก) มูลค่าของฐานภาษีไม่เกินสี่สิบล้านบาท ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละศูนย์จุดศูนย์สอง (ข) มูลค่าของฐานภาษีเกินสี่สิบล้านบาท แต่ไม่เกินหกสิบห้าล้านบาท ให้ใช้อัตราภาษี ร้อยละศูนย์จุดศูนย์สาม (ค) มูลค่าของฐานภาษีเกินหกสิบห้าล้านบาท แต่ไม่เกินเก้าสิบล้านบาท ให้ใช้อัตราภาษี ร้อยละศูนย์จุดศูนย์ห้า (ง) มูลค่าของฐานภาษีเกินเก้าสิบล้านบาทขึ้นไป ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละศูนย์จุดหนึ่ง ้ หนา ๔๘่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ (๔) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัยกรณีอื่นนอกจากการใช้ประโยชน์เป็น ที่อยู่อาศัยตาม (๒) และ (๓) (ก) มูลค่าของฐานภาษีไม่เกินห้าสิบล้านบาท ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละศูนย์จุดศูนย์สอง (ข) มูลค่าของฐานภาษีเกินห้าสิบล้านบาท แต่ไม่เกินเจ็ดสิบห้าล้านบาท ให้ใช้อัตราภาษี ร้อยละศูนย์จุดศูนย์สาม (ค) มูลค่าของฐานภาษีเกินเจ็ดสิบห้าล้านบาท แต่ไม่เกินหนึ่งร้อยล้านบาท ให้ใช้อัตรา ภาษีร้อยละศูนย์จุดศูนย์ห้า (ง) มูลค่าของฐานภาษีเกินหนึ่งร้อยล้านบาทขึ้นไป ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละศูนย์จุดหนึ่ง (๕) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อื่นนอกจากการประกอบเกษตรกรรมและเป็นที่อยู่อาศัย (ก) มูลค่าของฐานภาษีไม่เกินห้าสิบล้านบาท ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละศูนย์จุดสาม (ข) มูลค่าของฐานภาษีเกินห้าสิบล้านบาท แต่ไม่เกินสองร้อยล้านบาท ให้ใช้อัตราภาษี ร้อยละศูนย์จุดสี่ (ค) มูลค่าของฐานภาษีเกินสองร้อยล้านบาท แต่ไม่เกินหนึ่งพันล้านบาท ให้ใช้อัตราภาษี ร้อยละศูนย์จุดห้า (ง) มูลค่าของฐานภาษีเกินหนึ่งพันล้านบาท แต่ไม่เกินห้าพันล้านบาท ให้ใช้อัตราภาษี ร้อยละศูนย์จุดหก (จ) มูลค่าของฐานภาษีเกินห้าพันล้านบาทขึ้นไป ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละศูนย์จุดเจ็ด (๖) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ท าประโยชน์ตามควรแก่สภาพ (ก) มูลค่าของฐานภาษีไม่เกินห้าสิบล้านบาท ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละศูนย์จุดสาม (ข) มูลค่าของฐานภาษีเกินห้าสิบล้านบาท แต่ไม่เกินสองร้อยล้านบาท ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ ศูนย์จุดสี่ (ค) มูลค่าของฐานภาษีเกินสองร้อยล้านบาท แต่ไม่เกินหนึ่งพันล้านบาท ให้ใช้อัตราภาษี ร้อยละศูนย์จุดห้า (ง) มูลค่าของฐานภาษีเกินหนึ่งพันล้านบาท แต่ไม่เกินห้าพันล้านบาท ให้ใช้อัตราภาษี ร้อยละศูนย์จุดหก (จ) มูลค่าของฐานภาษีเกินห้าพันล้านบาทขึ้นไป ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละศูนย์จุดเจ็ด ้ หนา ๔๙่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ มาตรา ๙๕ ในสองปีแรกของการค านวณภาษีตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้ฐานภาษีของที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งค านวณได้ตามมาตรา ๓๕ หักด้วยมูลค่าของฐานภาษีที่ได้รับยกเว้นตามมาตรา ๔๐ หรือมาตรา ๔๑ แล้วคูณด้วยอัตราภาษีตามมาตรา ๙๔ ตามสัดส่วนที่ก าหนดในมาตรา ๓๘ ผลลัพธ์ที่ได้เป็นจ านวนภาษีที่ต้องเสีย เพื่อประโยชน์ในการค านวณจ านวนภาษีตามวรรคหนึ่ง กรณีที่ดินหลายแปลงซึ่งมีอาณาเขต ติดต่อกันและเป็นของเจ้าของเดียวกัน ให้ค านวณมูลค่าที่ดินทั้งหมดรวมกันเป็นฐานภาษี มาตรา ๙๖ เพื่อเป็นการบรรเทาการช าระภาษี ในสามปีแรกของการจัดเก็บภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้างตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ยกเว้นการจัดเก็บภาษีส าหรับเจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็น บุคคลธรรมดาและใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม มาตรา ๙๗ เพื่อเป็นการบรรเทาการช าระภาษี ในสามปีแรกของการจัดเก็บภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้างตามพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีที่ผู้เสียภาษีได้รับการประเมินภาษีในจ านวนที่สูงกว่าจ านวน ภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือภาษีบ ารุงท้องที่ที่ต้องเสียหรือพึงช าระในปีก่อนที่การจัดเก็บภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้างตามพระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ ให้ผู้เสียภาษีช าระภาษีตามจ านวนที่ต้องเสียหรือ พึงช าระในปีก่อน เหลือจ านวนภาษีเท่าใด ให้ผู้เสียภาษีช าระภาษี ดังนี้ (๑) ปีที่หนึ่ง ร้อยละยี่สิบห้าของจ านวนภาษีที่เหลือ (๒) ปีที่สอง ร้อยละห้าสิบของจ านวนภาษีที่เหลือ (๓) ปีที่สาม ร้อยละเจ็ดสิบห้าของจ านวนภาษีที่เหลือ มาตรา ๙๘ การด าเนินการออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ด าเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ หากไม่สามารถ ด าเนินการได้ ให้รัฐมนตรีรายงานเหตุผลที่ไม่อาจด าเนินการได้ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ ผู้รับสนองพระราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ้ หนา ๕๐่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่กฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน และกฎหมายว่าด้วยภาษีบ ารุงท้องที่ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้ว การจัดเก็บภาษีตามกฎหมายทั้งสองฉบับ ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน สมควรยกเลิกกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าวและให้ใช้กฎหมายว่าด้วย ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแทน โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบการจัดเก็บภาษีดังกล่าว จึงจ าเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ ้ หนา ๕๑่ เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๓๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒
